มีรายงานพิเศษจากวงการวิชาชีพที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางเมื่อไม่นานมานี้ ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของ สภาวิศวกร ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับแก้ระเบียบการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมครั้งใหญ่ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2568 เตรียมความพร้อมสำหรับการต่ออายุใบอนุญาตในปี 2569
ประเด็นร้อนที่สื่อหลายสำนักเริ่มให้ความสนใจคือการเพิ่มข้อกำหนดด้านการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (CPD) ที่เข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนด “ชั่วโมงการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ” ที่ต้องได้รับการรับรองจากสภาฯ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำเกณฑ์นี้มาใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานและป้องกันปัญหาด้านจรรยาบรรณที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ นายสมชาย จิตมั่นคง อุปนายกสภาวิศวกรคนที่สอง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “มาตรการนี้มีความจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าวิศวกรยังคงมีทักษะที่เป็นปัจจุบัน และสามารถตอบสนองความท้าทายทางเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นได้”
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้มีเพียงแค่การเพิ่มชั่วโมงเรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการทบทวนกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอต่อใบอนุญาต โดยจะมีการนำระบบการประเมินผลงานย้อนหลัง 5 ปีมาประกอบการพิจารณา ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิศวกรจำนวนมากที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการต่อใบอนุญาตในปี 2569 ข้อมูลภายในระบุว่า มีวิศวกรประมาณ 15,000 ราย ที่จะต้องผ่านเกณฑ์ใหม่นี้ในรอบการต่ออนุญาตครั้งถัดไป สร้างความกังวลและกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มวิศวกรอย่างกว้างขวาง
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและวิชาชีพหลายท่านได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการนี้ โดยส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยสาธารณะและภาพลักษณ์ของวิชาชีพ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อกังวลว่า อาจสร้างภาระให้กับวิศวกรโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการอบรมที่ได้รับการรับรอง นายกสมาคมวิศวกรอาวุโสแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนะให้สภาฯ พิจารณาถึงแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนวิศวกรในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
คำถามที่หลายคนตั้งข้อสังเกตคือ ทำไมต้องมีใบ กว.? คำตอบคงหนีไม่พ้นเรื่องของการควบคุมมาตรฐานและจรรยาบรรณ การมีใบอนุญาตคือการยืนยันว่าผู้ประกอบวิชาชีพมีความรู้ความสามารถและคุณธรรมเพียงพอที่จะทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยของประชาชน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการตอบคำถามนั้น โดยมุ่งเน้นที่การันตีคุณภาพของบุคลากรในระยะยาว
อนาคตของ บทบาทของสภาวิชาชีพในการควบคุมมาตรฐานและการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพ กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด มาตรการใหม่นี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ใหญ่กว่าหรือไม่? สิ่งที่แน่นอนคือ สภาวิศวกรกำลังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า มาตรฐานและจรรยาบรรณเป็นสิ่งที่มิอาจประนีประนอมได้ และวิศวกรทุกคนจะต้องเพิ่มความตระหนักถึงความรับผิดชอบและหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ความเคลื่อนไหวหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันอย่างเข้มข้นต่อไป
